โลโก้
เปลี่ยนแปลงการแสดงผล |
เปลี่ยนภาระเป็นพลัง

ประวัติ "ปิยะพร ศิลปาจารย์" บาริสต้าผู้บกพร่องทางการได้ยิน มากความสามารถ

ประวัติโดยย่อ


          "ปิยะพร ศิลปาจารย์"  (แอ๊ว) บาริสต้าพนักงาน พาร์ตไทม์ บริษัท สตาร์บัคส์ คอฟฟี่ ประเทศไทย จำกัด ที่เป็นบุคคลพิเศษ มีความบกพร่องทางการได้ยิน เธอเรียนจบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ สาขาวิชาอาหารและโภชนาการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ วิทยาเขตพระนครใต้ 

          ทั้งยังมีความสามารถพิเศษหลายด้าน อาทิ    หนึ่งในสมาชิกทีมเชียร์ลีดเดอรชนะเลิศอันดับหนึ่งจากเวทีซีคอนสแควร์ ระดับประเทศในปี 2539 นักเทควันโดสายดำ, เต้นลีลาศ, เดินแบบ และมีงานอดิเรกคือปั่นจักรยานร่วมกับเพื่อน ๆ และบุคคลพิเศษที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน รวมถึงการเป็นครูสอนเทควันโดให้กับเด็ก ๆ อีกด้วย


บทสัมภาษณ์


          "ปิยะพร" บอกว่า...ตั้งแต่เรียนจบมา ไปสมัครงานที่ไหนไม่เคยมีใครรับเลย จนวันหนึ่งมาทำงานที่ร้านกาแฟโอปองแปง ทำที่นี่ได้ 4 ปี พอดีแม่ไม่สบายต้องลาออกไปดูท่าน

          "จนท่านเสีย ตอนนั้นยังไม่ได้ทำอะไร พอดีพี่สาว ลูกพี่ลูกน้องเขาเป็นนักกีฬา
เทควันโดทีมชาติ จึงให้เรามาช่วย พร้อมกับเรียนหนังสือ ทำงานไปด้วย อีกอย่างตอนนั้นรายได้ไม่ค่อยพอใช้ จนกระทั่งมาเจอเว็บไซต์ของสตาร์บัคส์ เปิดรับพาร์ตเนอร์พิเศษ เลยโทร.ไปสอบถาม"

          
"เราบอกฝ่ายบุคคลว่า ถึงแม้เราจะบกพร่องทางการได้ยิน แต่โทรศัพท์ได้นะคะ และหนูก็ได้ยินที่พี่พูดนะคะ เขาก็หัวเราะ บอกให้เรามาสมัครงาน จากนั้นจึงไปสมัครงาน และสัมภาษณ์ มีคนสัมภาษณ์เยอะมาก ทั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคล ผู้จัดการฝ่ายบุคคล
ผู้จัดการร้าน"

          "เขาอยากรู้ว่า หนูมีความบกพร่องทางการได้ยินแค่ไหน สื่อสารได้ไหม และทำงานร่วมกับเขาได้หรือเปล่า จากนั้นเขาก็ให้หนูทดลองทำงานประมาณ 5 ชั่วโมง
ผู้จัดการร้านก็แอบดู (หัวเราะ) และเขาบอกว่าสุดยอดเลย เธอเหมือนคนปกติทุกอย่างเลย ตอนนั้น เขาให้หนูกวาดพื้น เก็บโต๊ะ และก็ยิ้ม ทักทายกับลูกค้า มีความสุขมากค่ะ"


          ถึงตรงนี้ "มธุรส รักตประจิต" ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคลของบริษัท
สตาร์บัคส์ คอฟฟี่ ประเทศไทย จำกัด
 จึงเสริมว่า... 
"พาร์ตเนอร์พิเศษมีทั้งหมด 8 คนทำงานอยู่ในกรุงเทพฯทั้งหมด แต่สำหรับน้องแอ๊ว ต้องยอมรับว่าเธอเป็นบาริสต้าคนหนึ่งที่สามารถทำกาแฟที่เคาน์เตอร์บาร์ได้ตามปกติ ขณะเดียวกันก็สามารถบริการลูกค้า และดูแลทั่วไปภายในร้านได้ดีด้วย"

          
"ปิยะพร" จึงเล่าให้ฟังต่อว่า...แรก ๆ ยากมาก แต่เราต้องมีความตั้งใจ และอดทนสูง เราต้องปรับตัวกับทีมงาน และลูกค้าหลายประเภท เพราะลูกค้าที่สาขานี้มีหลายแบบ ทั้งนักท่องเที่ยว พนักงานออฟฟิศ และคนที่มาช็อปปิ้ง เราต้องปรับตัวเข้ากับสังคมหลายรูปแบบ ถามว่าเคยท้อไหม...เคย...แต่ต้องสู้ 


          "บางครั้งเพื่อนร่วมงานโดนตำหนิ เราก็ให้กำลังใจเขา หนูบอกเราแย่กว่าเธออีกนะ เราต้องให้กำลังใจกัน เพราะระบบงานเป็นครอบครัวเดียวกัน ต้องช่วยเหลือกัน อย่างตอนนี้หนูทำงานมา 2 ปี เพื่อน ๆ ก็มีเข้าออกอยู่เสมอ จึงต้องปรับตัวเข้ากับทุกคนให้ได้"

          "อย่างแรกเลยคือเราแนะนำตัวเองก่อนว่าชื่อแอ๊วนะ แอ๊วมีปัญหาเรื่องหู ไม่ต้องเกรงใจ คุยกันได้ เราสามารถทำงานร่วมกันได้ หรือบางครั้งเพื่อนร่วมงานก็ถาม มีอะไรให้ช่วยไหม เราก็จะช่วยเหลือกันตลอด ทุกสาขาเราก็ทำแบบนี้ และเราเองเคยอยู่สาขาเดวิด สาขาทองหล่อ มาก่อน ถึงเชื่อว่าเราสามารถปรับตัวเข้ากับพนักงานทุกคนได้"

         "ทุกวันนี้ถึงจะทำมา 2 ปีแล้ว แต่มีความสุข อีกอย่าง การได้อยู่สาขาดิเอ็มโพเรียม สะดวกมาก เพราะเราต้องไปเรียนเทควันโดตอนเลิกงานด้วย ตอนนี้ได้สายดำขั้น 2 หนูชอบกีฬา ขาดกีฬาไม่ได้เลย หนูทำงานที่นี่มีความสุขมาก เช้าเปิดร้าน ทำงาน พอเลิกงานก็ไปเรียนต่อ หนูคิดเสมอว่าการได้ทำงานที่นี่ นอกจากได้ความรู้, เพื่อน ยังได้ความมั่นคงด้วย"

          "เพราะสตาร์บัคส์เป็นแบรนด์ระดับโลก สวัสดิการดี จึงทำให้เราสามารถยื่นขอกู้ธนาคารเพื่อซื้อเครื่องช่วยฟัง ซึ่งแพงมาก ราคาตั้งเจ็ดหมื่นบาท เคยคิดเลยว่าถ้าไม่ได้ทำงานที่นี่ จะมีโอกาสซื้อเครื่องช่วยฟังได้หรือไม่ เพราะหนูพิการทางการได้ยินมาตั้งแต่กำเนิด มาพูดได้ตอน 4 ขวบเอง เพราะพ่อพยายามเอาสิ่งที่ครูสอน กลับมาช่วยสอนเราอีกที จึงทำให้เราฝึกการอ่านปาก จนสามารถพูดได้ แต่ถ้าไม่มีเครื่องช่วยฟัง หนูก็ไม่ได้ยินเลย"

          ถึงตรงนี้ จึงอดถาม "มธุรส" เกี่ยวกับเส้นทางวิชาชีพของ "ปิยะพร" ไม่ได้ว่าจะเติบโตไปอย่างไรต่อ เธอจึงเล่าให้ฟังว่า..."Career Path ของแอ๊วสามารถไปเป็นซูเปอร์  ไวเซอร์, ผู้ช่วยผู้จัดการร้าน, ผู้จัดการร้าน และไปเรื่อย ๆ ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถของเธอ"

          ในมุมมองเดียวกัน เมื่อถาม "ปิยะพร" ถึงเป้าหมายในชีวิต และการทำงานในอนาคตว่าเธออยากเป็นอะไร ? เธอจึงตอบว่า...

          "อยากทำงานที่นี่จนเกษียณ อยากมีเงินเก็บ เพราะหนูคงไม่สามารถไปเปิดร้านอะไรเองได้อยู่แล้ว เพราะที่นี่มีสวัสดิการเงินกองทุนให้เราก้อนหนึ่ง"

          "ส่วนเป้าหมายในการทำงาน หนูขอเป็นผู้จัดการร้านสตาร์บัคส์เล็ก ๆ สักแห่งก็พอ (หัวเราะ) อย่างตอนนี้คิดว่าเราทำได้ทุกอย่างแล้ว ยกเว้นแคชเชียร์ เพราะค่อนข้างยาก ต้องสื่อสารกับลูกค้าเยอะ เราต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ และจะต้องขยันมากกว่าคนปกติถึง 2 เท่า พูดง่าย ๆ ว่าเราจะต้องเอาชนะตัวเองให้ได้"

          "อีกสิ่งหนึ่งที่ภูมิใจคือการได้รางวัล Green Apron Awards (อ่านในล้อมกรอบ) ซึ่งเป็นรางวัลที่เพื่อน ๆ ภายในร้านประทับใจเรา และลงคะแนนให้กับเราทุก ๆ สัปดาห์ จริง ๆ ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้รางวัล เป็นรางวัลที่ภูมิใจมาก เพราะมีลายเซ็นของโฮวาร์ด ชูลทส์ (ซีอีโอสตาร์บัคส์) และเมอร์เรย์ ดาร์ลิ่ง (กรรมการผู้จัดการสตาร์บัคส์ ประเทศไทย) อยู่ใน Certificate ที่เราได้รับด้วย ดีใจมาก"

          เป็นความดีใจที่ไม่เฉพาะแต่ "มธุรส" และผู้สัมภาษณ์เท่านั้น หากยังเป็นความดีใจที่สัมผัสได้ตลอดเวลาขณะสัมภาษณ์ว่า...เธอเป็นคนเก่ง สู้ชีวิต และไม่เคยมองจุดด้อยของตัวเองเลย ตรงข้ามกลับมองข้ามจุดด้อยที่มีมาแต่กำเนิด จนทำให้เกิดจุดเด่นขึ้นมา จนกลายเป็นพาร์ตเนอร์พิเศษ ที่ไม่เฉพาะแต่ผู้บริหารของสตาร์บัคส์ทุกคนจะภูมิใจในตัวเธอ หากพาร์ตเนอร์ปกติทุกคนที่อยู่ภายในร้านสตาร์บัคส์ สาขาดิ เอ็มโพเรียม ก็รู้สึกภูมิใจ และดีใจไปพร้อมกับเธอด้วย 





ที่มา: http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1404302669

ดูประวัติคนอื่นๆ

ดูทั้งหมด >>