โลโก้
เปลี่ยนแปลงการแสดงผล |
เปลี่ยนภาระเป็นพลัง

ผู้พิการกับการรับเข้าทำงาน

Q|ถ้าบริษัทรับคนพิการเข้าทำงานจากพนักงาน 5,000 คน (ทั่วประเทศ) แต่บริษัทมีคนพิการ 5 คน ถือว่าผิดกฎหมายหรือไม่

A

ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 มาตรา 33 กำหนดให้นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการต้องรับคนพิการเข้าทำงานตามลักษณะของงานในอัตราส่วนที่เหมาะสมกับผู้ปฏิบัติงานในสถานประกอบการ ทั้งนี้ ตามกฎกระทรวงกำหนดจำนวนคนพิการที่นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการและหน่วยงานของรัฐจะต้องรับเข้าทำงาน และจำนวนเงินที่นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการจะต้องนำส่งเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2554 ซึ่งจะบังคับใช้ในวันที่ 26 ตุลาคม 2554 กำหนดอัตราไว้ที่ 100:1
    ดังนั้น บริษัทต้องรับคนพิการอยู่ที่ 50 คน หากมีแล้ว 5 คน ต้องรับเพิ่มอีก 45 คน หากไม่สามารถจ้างคนพิการได้ ให้เลือกดำเนินการตามมาตรา 35 หรือเลือกส่งเงินตามมาตรา 34 เข้ากองทุนคนพิการตามจำนวนที่ขาดดังกล่าว


Q|กรณีบริษัทมีลูกจ้างปฏิบัติงานอยู่จังหวัดต่างๆ แต่ไม่มีการจดทะเบียนสาขานั้นๆ การนับจำนวนลูกจ้าง จะนับจำนวนพนักงานที่ประจำสำนักงานใหญ่ (กทม.) เท่านั้น หรือนับจำนวนลูกจ้างทั้งหมดทั่วประเทศ ซึ่งบางจังหวัดมีไม่ครบ 100 คน จะนับรวมด้วยหรือไม่

A

ตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2554 ข้อ 3 ให้นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการซึ่งมีลูกจ้างตั้งแต่หนึ่งร้อยคนขึ้นไปรับคนพิการที่สามารถทำงานได้ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใด ในอัตราส่วนลูกจ้างที่มิใช่คนพิการทุกหนึ่งร้อยคนต่อคนพิการหนึ่ง เศษของหนึ่งร้อยคนถ้าเกินห้าสิบคนต้องรับคนพิการเพิ่มอีกหนึ่งคน ความในวรรคสองได้กำหนดรายละเอียดในการนับจำนวนลูกจ้างให้นับทุกวันที่ 1 ตุลาคม ของแต่ละปี และกรณีนายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการผู้ใดมีหน่วยงานหรือสำนักงานสาขาในจังหวัดเดียวกันให้นับรวมลูกจ้างของหน่วยงานหรือสำนักงานสาขาทุกแห่งในจังหวัดนั้นเข้าด้วยกัน
              ดังนั้น หากพนักงานประจำสาขาของบริษัททั้งที่จดทะเบียนสาขาและไม่จดทะเบียนสาขารวมถึงพนักงานอื่นๆ ถ้ามีฐานะความสัมพันธ์เป็นนายจ้างและลูกจ้างในองค์กรเดียวกันแล้ว ย่อมนับรวมทั้งหมด (ทั้งกรุงเทพและต่างจังหวัดรวมกัน) เพื่อนำมาคำนวณตามอัตราในข้อ 3 ของกฎกระทรวง คือ 100:1 ดังกล่าว


Q|กรณีรับสมัครและสัมภาษณ์คนพิการแล้วไม่ผ่าน เนื่องจากหัวหน้างานบอกว่าขาพิการเดินไม่คล่องตัวและงานต้องขึ้นลงบันไดตลอด แบบนี้ยังผ่อนปรนไม่ปรับใช่ไหม เพราะบริษัทกำลังพยายามทำตามกฎอยู่

A

กรณีดังกล่าวจึงต้องปฏิบัติตามกฎหมายภายในขอบเขต 3 วิธีได้แก่ การจ้างคนพิการตามมาตรา 33 การให้บริการด้านอาชีพแก่คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการตามมาตรา 35 หรือการส่งเงินเข้ากองทุนตามมาตรา 34 ภายในวันที่ 31 มกราคมของแต่ละปี หลังจากนั้นต้องคิดดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีตามมาตรา 34 วรรคสอง โดยไม่มีข้อกฎหมายให้การยกเว้นหรือผ่อนปรนให้แก่ผู้ใดได้


Q|กรณีบริษัทเปิดรับสมัครคนพิการเข้าทำงานและไม่มีผู้สมัครมาสมัครจะทำอย่างไร

A

พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 มีเจตนารมณ์ในการระดมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และการให้โอกาสทางสังคมแก่คนพิการคือการให้โอกาสที่ดีที่สุด คือการมีงานทำเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีพึ่งพาตนเองได้ซึ่งมาตรการตามกฎหมายได้แก่ การกำหนดให้นายจ้าง หรือเจ้าของสถานประกอบการและหน่วยงานของรัฐรับคนพิการเข้าทำงานตามมาตรา 33 หรือให้นายจ้าง หรือเจ้าของสถานประกอบการที่มิได้รับคนพิการเข้าทำงานตามจำนวนที่กำหนดตามมาตรา 33 ให้ส่งเงินเข้ากองทุนตามมาตรา 24 (5) หรือเลือกดำเนินการมาตรา 35 เนื่อจากไม่รับคนพิการเข้าทำงานตามมาตรา 33 และไม่ประสงค์จะส่งเงินเข้ากองทุนตามมาตรา 34 โดยให้หน่วยงานของรัฐ นายจ้าง หรือสถานประกอบการนั้นอาจให้สัมปทาน จัดสถานที่จำหน่ายสินค้า หรือบริการ จัดจ้างเหมาช่วงงาน ฝึกงาน หรือให้การช่วยเหลืออื่นใดแก่คนพิการ หรือผู้ดูแลคนพิการแทนก็ได้


Q|จำนวนลูกจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน อ้างอิงข้อมูลจากข้อมูลการนำส่งประกันสังคมใช่หรือไม่

A

ปัจจุบันสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ อ้างอิงข้อมูลเดือนสุดท้ายของปีนำส่งสำนักงานประกันสังคมเป็นข้อมูลส่วนหนึ่งด้วย


Q|1.กรณีบริษัทที่ทำธุรกิจ Outsource ด้านแรงงานให้กับหน่วยงานต่างๆ จำนวนแรงงานเหล่านี้ถือเป็นลกจ้างของสถานประกอบการแห่งนั้น หรือเป็นลูกจ้างของบริษัท Outsource 2. กรณี Subcontract

A

กรณีพนักงานของบริษัท Outsource ไม่มีฐานะเป็นผู้ปฏิบัติงานของหน่วยงานรัฐ และไม่เป็นลูกจ้างของนายจ้างในสถานประกอบการแห่งนั้น หากปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการจัดจ้างบริษัท Outsource ในลักษณะจ้างทำของ จึงไม่ต้องนับรวมเข้าด้วยตามกฎกระทรวงข้อ 3 แต่พนักงานดังกล่าวให้ จึงต้องนับรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท Outsource เพื่อคำนวณอัตราที่ต้องรับคนพิการเข้าทำงานต่อไป กรณีที่ 2 เป็นการรับเหมาช่วงงาน ซึ่งคนงานจะเป็นของบริษัทใด


Q|กรณีที่บริษัทมีลูกจ้างหลายประเภท เช่น รายเดือน รายวัน ชั่วคราว ให้นับเป็นลูกจ้างทั้งหมดของบริษัทด้วยหรือไม่

A

พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 มาตรา 33 กำหนดให้นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการรับคนเข้าทำงาน คำว่า “ลูกจ้าง” ไม่มีบทนิยามไว้ จึงต้องตีความตามบทกฎหมายที่ใกล้เคียงยิ่ง (มาตรา 8 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) ดังนั้นคำว่า “ลูกจ้าง” จึงหมายถึงลูกจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ได้แก่ ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้างไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร ส่วนคำว่า “นายจ้าง” ตามกฎหมายดังกล่าว หมายถึง ผู้ซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้ ดังนั้น หากลูกจ้างประเภทต่างๆ อยู่ในความหมายดังกล่าวข้างต้นย่อมเป็นลูกจ้างของนายจ้างทั้งสิ้น


Q|ถ้ามีการรับคนพิการเข้ามาทำงานแล้ว ยังต้องใช้กฎหมายคุ้มครองแรงงานเหมือนคนงานทั่วไปหรือมีกฎหมายคุ้มครองแรงงานสำหรับคนพิการเฉพาะ

A

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มีเจตนารมณ์และสาระสำคัญเกี่ยวกับการคุ้มครองแรงงานในสถานประกอบการเป็นการทั่วไปซึ่งรวมถึงแรงงานซึ่งเป็นคนพิการด้วย ขณะที่พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 มีสาระสำคัญเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิและการให้โอกาสในการมีงานทำของคนพิการ เช่น กำหนดโควตาในการรับคนพิการเข้าทำงานทั้งในสถานประกอบการและหน่วยงานของรัฐตามมาตรา 33 การส่งเงินเข้ากองทุนเพื่อนพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการตามมาตรา 34 การให้บริการอื่นแทนมาตราจ้างงานตามมาตรา 35 รวมทั้งมีมาตรการต่างๆ เพื่อให้สิทธิประโยชน์ของนายจ้างหรือสถานประกอบการที่รับคนพิการเข้าทำงานด้วย


Q|ในธุรกิจบางประเภทอาจไม่เอื้ออำนวยต่อการจ้างคนพิการ จะมีข้อยกเว้นไม่จ้างคนพิการหรือไม่

A

ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 กำหนดแนวทางการปฏิบัติตามกฎหมายภายในขอบเขต 3 วิธี ได้แก่ การจ้างคนพิการตามมาตรา 33 การให้บริการด้านอาชีพแก่คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการตามมาตรา 35 หรือการส่งเงินเข้ากองทุนตามมาตรา 34 ทั้งนี้ นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการจึงไม่มีเหตุที่ยกเว้นโดยไม่รับคนพิการได้


Q|กรณีคนพิการไม่สามารถทำงานได้ บริษัทสามารถจ้างผู้ดูแลคนพิการเข้าเป็นพนักงานแทนได้หรือไม่

A

ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 มาตรา 33 กำหนดให้นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการรับคนพิการเข้าทำงานตามลักษณะของงานในสถานประกอบการนั้น ดังนั้น ตามบทบัญญัติของกฎหมายในมาตราดังกล่าว จึงหมายถึงการจ้างคนพิการเท่านั้น หาได้หมายความรวมถึงผู้ดูแลคนพิการด้วยไม่


Q|การรับคนพิการเข้าทำงานได้รับการลดหย่อนภาษี แต่การส่งเงินเข้ากองทุนแทนการจ้างคนพิการจะได้รับการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีหรือไม่

A

ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 มาตรา 34 วรรคท้าย ได้กำหนดให้นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการซึ่งรับคนพิการเข้าทำงานหรือส่งเงินเข้ากองทุนได้รับการยกเว้นภาษีเป็นร้อยละของจำนวนเงินค่าจ้างที่จ่ายให้แก่คนพิการหรือเงินที่ส่งเข้ากองทุนแล้วแต่กรณี ทั้งนี้ตามกฎหมายกำหนด ขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการเสนอรัฐบาลเพื่อให้ได้รับการยกเว้นภาษีในกรณีดังกล่าว


Q|มีข้อจำกัดหรือไม่ในการจ้างคนพิการเข้าทำงานว่า แบบใดที่จ้างคนพิการได้ หรืองานแบบใดที่ไม่สามารถจ้างได้

A

ตามมาตรา 33 และกฎกระทรวง พ.ศ. 2554 ข้อ 3 กำหนดให้นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการซึ่งมีลูกจ้างตั้งแต่หนึ่งร้อยคนขึ้นไปรับคนพิการที่สามารถทำงานได้ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใดในอัตราส่วนลูกจ้างที่มิใช่คนพิการทุกหนึ่งร้อยคนต่อคนพิการหนึ่งคน เศษของหนึ่งร้อยคนถ้าเกินห้าสิบคนต้องรับคนพิการเพิ่มอีกหนึ่งคน ดังนั้น ลักษณะงานที่เหมาะสมจึงขึ้นอยู่กับสภาพงานจริงของสถานประกอบการและลักษณะความสามารถของคนพิการแต่ละบุคคลเป็นสำคัญ ยังไงก็ตาม ก็มีกฎหมายอื่นจำกัดคนพิการประกอบอาชีพด้วย เช่น ห้ามคนพิการขับรถบรรทุก


Q|การนับจำนวนลูกจ้างในบริษัท จะนับแรงงานต่างด้าวด้วยหรือไม่

A

การพิจารณาว่าเป็นลูกจ้างหรือไม่ ให้พิจารณาความเป็นลูกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม


Q|ลูกจ้างเป็นโปลิโอตั้งแต่เกิด สามารถทำงานได้ แต่มีอาการเดินไม่ปกติ ถือเป็นคนพิการหรือไม่

A

คำว่า “คนพิการ” ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 หมายความว่า บุคคลซึ่งมีข้อจำกัดในการปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจำวันหรือเข้าไปมีส่วนร่วมทางสังคม เนื่องจากความบกพร่องทางการเห็น การได้ยิน การเคลื่อนไหว การสื่อความหมาย....ประกอบกับมีอุปสรรคในด้านต่างๆ และมีความจำเป็นพิเศษที่จะต้องได้รับความช่วยเหลือด้านหนึ่งด้านใดเพื่อสามารถปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจำวันหรือเข้าไปมีส่วนร่วมทางสังคมได้อย่างบุคคลทั่วไป ซึ่งกรณีนี้ต้องให้แพทย์โรงพยาบาลของรัฐหรือโรงพยาบาลเอกชนตามที่เลขาธิการปะกาศกำหนดเป็นผู้ออกเอกสารรับรองคนพิการ


Q|กฎกระทรวงเกี่ยวกับการจ้างงานมีฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษหรือไม่

A

ปัจจุบันพระราชบัญญัติส่งเสริมฯ พ.ศ. 2550 กฎกระทรวงว่าด้วยการจ้างงาคนพิการ ระเบียบว่าด้วยการให้สัมปทานฯ และประกาศหลักเกณฑ์ความพิการมีการแปลเป็นภาษาอังกฤษแล้ว ขอได้ที่กลุ่มกฎหมาย สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ


Q|หากบริษัทประกาศรับลูกจ้างแล้ว แต่ได้จำนวนไม่ครบตามจำนวนที่กำหนด ส่วนจำนวนคนพิการที่ขาดต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนได้หรือไม่

A

ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมฯ พ.ศ. 2550 กำหนดให้นายจ้างมีหน้าที่ตามกฎหมายกำหนดไว้ 3 วิธี ได้แก่ การจ้างคนพิการตามมาตรา 33 การให้บริการด้านอาชีพแก่คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการตามมาตรา 35 หรือการส่งเงินเข้ากองทุนตามมาตรา 34 ภายในวันที่ 31 มกราคมของแต่ละปี โดยไม่มีข้อกฎหมายให้การยกเว้นให้แก่ผู้ใดได้ กรณีดังกล่าวในส่วนที่ไม่คนพิการต้องส่งเงินเข้ากองทุนในอัตราค่าจ้างรายวันต่ำสุดตามกหมายว่าด้วยการตุ้มครองแรงงาน x 365 x จำนวนคนพิการที่ไม่ได้จ้าง


Q|สถานประกอบการมีลูกจ้างไม่ถึงเกณฑ์ (ไม่ถึง 100 คน) จะรับคนพิการจะได้รับส่วนลดหรือคุ้มครองตามกฎหมายอย่างไร

A

หากนายจ้างใดได้จ้างบุคคลที่มีบัตรประจำตัวคนพิการได้รับการยกเว้นภาษีในกรณีจ้างคนพิการ 2 เท่าของค่าจ้าง หรือหากมีการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกให้คนพิการเข้าถึง และใช้ประโยชน์ได้ นำไปยกเว้นภาษีได้ 2 เท่าของค่าใช้จ่ายเดียวกัน


Q|บริษัทมีพนักงานรวม 800 คน อยู่ในกรุงเทพมหานคร 500 คน อยู่ในจังหวัดต่างๆ อีก 300 คน (แต่ละจังหวัดมีพนักงาน 5 คน) บริษัทต้องรับคนพิการกี่คน

A

ตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2554 ข้อ 3 วรรคหนึ่ง กำหนดให้นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการซึ่งมีลูกจ้างตั้งแต่หนึ่งร้อยคนขึ้นไปรับคนพิการเข้าทำงานในอัตราส่วนที่มิใช่คนพิการทุกหนึ่งร้อยคนต่อคนพิการหนึ่งคน เศษของหนึ่งร้อยคน ถ้าเกินห้าสิบคนต้องรับคนพิการเพิ่มอีกหนึ่งคน และความในวรรคสอง กำหนดให้นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการใด มีหน่วยงานหรือำนักงานสาขาในจังหวัดเดียวกันให้นับรวมลูกจ้างของหน่วยงานหรือสำนักงานสาขาทุกแห่งในจังหวัดนั้นเข้าด้วยกัน

    เมื่อปรากฏว่าบริษัทมีพนักงานรวม 800 คน ต้องรับคนพิการตามอัตราส่วนที่กฎหมายกำหนด แม้จะปรากฏว่ามีอีก 300 คนอยู่ในต่างจังหวัด โดยแต่ละจังหวัดมีพนักงานเพียง 5 คนก็เป็นเพียงรายละเอียดในวิธีนับเพื่อให้นำมารวมด้วยเท่านั้น เพราะการจ่ายค่าจ้างของพนักงานทั้งหมดโดยสำนักงานใหญ่ที่กรุงเทพซึ่งเป็นนายจ้างรายเดียวเป้นผู้จ่ายแล้ว จึงต้องนับรวมกันทั้งหมด โดยต้องจ้างคนพิการ 8 คน


Q|กรณีมีลูกจ้างทั้งสิ้น 400 คน แบ่งเป็นโรงงานที่ชลบุรี 250 คน สำนักงานใหญ่ที่กรุงเทพ 150คน นายจ้างมีวิธีคิดในการรับคนพิการเข้าทำงานอย่างไร

A

หากปรากฏข้อเท็จจริงว่าสำนักงานใหญ่ของท่านที่กรุงเทพเป็นผู้ดำเนินการในการจ่ายเงินเดือนให้กับพนักงานทุกคนทั้ง 400 คนแล้ว ในบริษัทคิดคำนวณจำนวนคนพิการที่จะรับเข้าทำงานได้ตามความในกฎกระทรวงข้อ 3 วรรคแรก โดยบริษัทแห่งนี้ต้องรับคนพิการเข้าทำงาน รวม 4 คน


Q|การส่งเงินสมทบเข้ากองทุนคนพิการตามกฎหมายใหม่ในอัตรา 100 : 1 เริ่มนับตั้งแต่เมื่อใด และส่งเงินเมื่อไหร่จึงจะถือว่าเป็นการส่งล่าช้า

A

ตามข้อ 3 วรรคสองแห่งกฎกระทรวงกำหนดจำนวนคนพิการที่นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการจะต้องรับเข้าทำงานฯ พ.ศ. 2554 กำหนดให้นับจำนวนลูกจ้างทุก 1 ตุลาคมของแต่ละปี และข้อ 5 กำหนดให้ส่งเงินเข้ากองทุนเป็นรายปีที่ พก. หรือสำนักงาน พมจ. ที่สถานประกอบการนั้นตั้งอยู่ภายในวันที่ 31 มกราคมของปีที่มีหน้าเป็นเดือนสุดท้าย หลังจากนั้น ตั้งแต่วันที่  1 กุมภาพันธ์ซึ่งกฎหมายถือว่าส่งล่าช้าตามมาตรา 34 วรรคสอง ให้คิดดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี หากเพิกเฉยกฎหมายให้อำนาจเลขาธิการ พก. ดำเนินการตามมาตรา 36 และมาตรา 39 ต่อไป


Q|หากบริษัทไม่จ้างคนพิการสามารถส่งเงินเข้ากองทุนได้ใช่ไหม และปฏิบัติอย่างไร

A

ตามกระทรวงข้อ 5 กำหนดให้นายจ้างหรือเจ้าของสถานหระกอบการที่มิได้รับคนพิการเข้าทำงานตามที่กำหนดในข้อ 3 และไม่ได้ดำเนินการตามมาตรา 35 ให้ส่งเงินเข้ากองทุนฯเป็นรายปี โดยคำนวณจากอัตราต่ำสุดของอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานที่ใช้บังคับครั้งหลังสุดในปีก่อนปีที่มีหน้าที่ส่งเงินเข้ากองทุนฯคูณด้วยสามร้อยหกสิบและคูณด้วยจำนวนคนพิการที่ไม่ได้รับเข้าทำงาน และตามวรรคสอง กำหนดว่า การส่งเงินตามวรรคหนึ่งให้ส่งเป็นเงินสด เช็คขีดคร่อมหรือธนาณัติสั่งจ่ายกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ โดยส่งต่อสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ หรือสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดที่สถานประกอบการตั้งอยู่ ภายในวันที่ 31 มกราคมของแต่ละปี


Q|วิธีการจัดการสถานที่ทำงานให้คนพิการ (อุปกรณ์การทำงาน) และการสอนงานให้คนพิการ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายให้กับบริษัทเพิ่มขึ้น สามารถนำค่าใช้จ่ายดังกล่าวมาลดหย่อนภาษีได้หรือไม่

A

ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 499) พ.ศ. 2553 มาตรา 4 ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน 2 และส่วน 3 หมวด 3 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่เจ้าของอาคาร สถานที่ ยานพาหนะบริการขนส่ง หรือบริการสาธารณะอื่น ให้แก่คนพิการในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ สำหรับเงินได้เป็นจำนวนร้อยละหนึ่งร้อยของรายจ่ายที่ได้จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดให้มีอุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวกหรือบริการดังกล่าว ดังนั้น เจ้าของอาคาร สถานที่ ยานพาหนะที่จัดให้คนพิการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้สามารถนำค่าใช้จ่ายไปยกเว้นภาษีได้ 2 เท่าของค่าใช้จ่ายจริง


Q|กรณีองค์ไม่มีความพร้อมเรื่องการเดินทาง หรืออาคารเพื่อรับคนพิการเข้าทำงาน และไม่ประสงค์จะจ่ายเข้ากองทุน โดยจะจัดพื้นที่ขายสิ่งของบริเวณอาคาร สำนักงาน ได้หรือไม่ และสุดท้ายเป็นระยะเวลานานเท่าไหร่

A

ตามระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการให้สัมปทาน จัดสถานที่จำหน่ายสินค้า และบริการ จัดจ้างเหมาช่วงงาน ฝึกงาน หรือให้การช่วยเหลืออื่นใดแก่คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการ พ.ศ. 2552

    การจัดสถานที่จำหน่ายสินค้า หรือบริการ ได้แก่ การจัดสถานที่บริเวณองค์กรหรือภายนอกองค์กรเพื่อให้คนพิการ หรือดูแลคนพิการได้ใช้ประโยชน์ในการประกอบอาชีพ และต้องมีระยะเวลาดำเนินงานไม่น้อยกว่าหนึ่งปีและมีมูลค่าไม่น้อยกว่าจำนวนค่าจ้างซึ่งต้องจ้างคนพิการในปีนั้น


Q|ถ้าบริษัทมีพนักงานประจำ 658 คน และมีพนักงานชั่วคราวและพนักงานรายวัน 75 คน จะต้องนับรวมทั้งหมดหรือไม่

A

ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 มาตรา 33 กำหนดให้นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการรับคนพิการเข้าทำงาน คำว่า “ลูกจ้าง” ไม่มีบทนิยามไว้จึงต้องตีความตามบทกฎหมายที่ใกล้เคียงยิ่ง ดังนั้น คำว่า “ลูกจ้าง” จึงหมายถึงลูกจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ได้แก่ ผู้ซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้ ดังนั้น หากลูกจ้างทุกประเภท อยู่ในความหมายดังกล่าวข้างต้นย่อมเป็นลูกจ้างของนายจ้างทั้งสิ้น กรณีดังนี้จึงต้องนับรวมลูกค้าจ้างทั้ง 2 ประเภทด้วย


Q|การนับคนพิการเริ่มนับตั้งแต่ 1 ต.ค. 54 – 31 ม.ค. 55 ถ้าบริษัทไม่มีคนพิการเลยจะต้องทำอย่างไร

A

ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 กำหนดแนวทางการปฏิบัติภายในขอบเขต 3 วิธีได้แก่ การจ้างคนพิการตามมาตรา 33 การให้บริการด้านอาชีพแก่คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการตามมาตรา 35 หรือการส่งเงินเข้ากองทุนตามมาตรา 34 ทั้งนี้ นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยไม่มีเหตุที่ยกเว้นได้


Q|26 บริษัทรับคนพิการเข้ามาแล้ว แต่พอวันที่ 30 ต.ค. 54 ต่อมาคนพิการลาออกในวันที่ 1 มกราคม 2555 นั้น ในการนับจำนวนคนพิการจะสามารถเอาคนพิการคนนี้มานับด้วยได้หรือ อย่างไร

A

โดยที่วัตถุประสงค์ของกฎหมายเพื่อให้คนพิการมีงานทำอย่างแท้จริง ซึ่งข้อ 3 วรรคสอง แห่งกฎกระทรวง พ.ศ. 2554 จึงได้กำหนดวิธีการนับโดยให้นับจำนวนลูกจ้างทุกวันที่ 1 ตุลาคมของแต่ละปี และข้อ 5 กำหนดนายจ้างที่ไม่ได้จ้างคนพิการหรือไม่ได้จัดให้บริการอื่นตามมาตรา 35 ก็ให้ส่งเงินเข้ากองทุนเป็นรายปีภายในวันที่ 31 มกราคมของปีที่มีหน้าที่ ดังนั้น หากห้วงเวลาดำเนินการ คือ ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2554 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2555 ถ้าไม่สามารถดำเนินการได้สำเร็จตามมาตรา 33 หรือมาตรา 35 ยังต้องส่งเงินเข้ากองทุนเช่นเดิม ฉะนั้นตามปัญหาดังกล่าวจึงไม่สามารถนำคนพิการที่ลาออกในช่วงเวลาดังกล่าวมานับรวมเข้าไปได้


Q|การซื้อสินค้าจากคนพิการคิดอย่างไรถึงจะถือว่าได้ปฏิบัติตามมาตรา 35 แล้ว

A

ตามระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการให้สัมปทาน จัดสถานที่จำหน่ายสินค้าหรือบริการ จัดจ้างเหมาช่วงงาน ฝึกงาน หรือให้การช่วยเหลืออื่นใดแก่คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการ พ.ศ. 2552 ข้อ 7 กำหนดว่า การจัดจ้างเหมาช่วงหรือให้การช่วยเหลืออื่นใด โดยจัดให้มีการทำสัญญาเพื่อให้คนพิการได้มีอาชีพและมีระยะเวลาดำเนินงานไม่น้อยกว่าหกเดือน และให้หมายความรวมถึงการดำเนินการในเรื่องต่างๆ ดังนี้ (ข) นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการ (1) สั่งซื้อสินค้าหรือผลิตภัณฑ์จากคนพิการ (2) ขายสินค้า หรือจัดจ้างเหมาบริการที่ได้มาตรฐานตามที่คณะอนุกรรมการกำหนด (3) อนุญาตให้ใช้สิทธิเครื่องหมายการค้า วัสดุอุปกรณ์หรือทรัพย์สินทางปัญญาตามระยะเวลาที่คณะอนุกรรมการกำหนด
 
              มูลค่าการจัดจ้างเหมาช่วงงาน ต้องไม่น้อยกว่าห้าเท่าของอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำในท้องที่นั้นคูณด้วยสามร้อยหกสิบห้าต่อคนพิการหนึ่งคนที่ต้องรับเข้าทำงาน ทั้งนี้ บริษัทต้องไปลงทะเบียนกับกรมการจัดหางาน มีการจัดทำสัญญาซื้อขายและหลักฐานว่าซื้อขายจริงส่งไปด้วยเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและแจ้งผลไปที่กองทุนเพื่อยกเว้นไม่ต้องส่งเงินเข้ากองทุน


Q|ในกรณีประกาศรับสมัครตำแหน่งงานว่างโดยไม่ระบุคุณสมบัติ แต่คัดเลือกจากความสามารถของคนพิการ ว่าสามารถทำงานในตำแหน่งงานนั้นได้ ถือว่าทำถูกหรือไม่

A

ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 มาตรา 33 มุ่งคุ้มครองให้คนพิการมีงานทำและมาตรา 15 ห้ามเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อคนพิการ ซึ่งกฎกระทรวง พ.ศ. 2554 ข้อ 3 กำหนดให้นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการซึ่งมีลูกจ้างตั้งแต่หนึ่งร้อยคนขึ้นไปรับคนพิการที่สามารถทำงานได้ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใด ในอัตราส่วนลูกจ้างที่มิใช่คนพิการทุกหนึ่งร้อยคนต่อคนพิการหนึ่งคน เศษของหนึ่งร้อยคนถ้าเกินห้าสิบคนต้องรับคนพิการเพิ่มอีกหนึ่งคน ดังนั้น หลักการรับคนพิการเข้าทำงานควรพิจารณาจากลักษณะงานที่สถานประกอบการมีโดยเหมาะสมกับสภาพความพิการและพิจารณาตามความสามารถของคนพิการแต่ละบุคคล การรับคนพิการเข้าทำงานในตำแหน่งใดจึงเป็นข้อตกลงทั้งสองฝ่ายภายใต้หลักการดังกล่าว โดยไม่เลือกปฏิบัติเพราะเหตุแห่งความพิการ


Q|ถ้าวันที่ 1 ตุลาคม มีลูกจ้าง 100 คนและได้ส่งเงินเข้ากองทุนแล้วตามสัดส่วน 1 คนภายในวันที่ 31 มกราคมแล้ว ต่อมาเดือนมีนาคมมีลูกจ้างเพิ่มขึ้นเป็น 200 คน จะต้องส่งเงินเข้ากองทุนเพิ่มพร้อมค่าปรับ 7.5 หรือไม่

A

ตามกฎกระทรวงข้อ 5 กำหนดให้นายจ้างที่ไม่ได้จ้างคนพิการตามมาตรา 33 และไม่ได้จัดให้บริการอื่นตามมาตรา 35 ก็ให้ส่งเงินเข้ากองทุนเป็นรายปีภายในวันที่ 31 มกราคมของปีที่มีหน้าที่ จะเห็นว่ากฎหมายกำหนดให้ส่งเป็นรายปีและเมื่อได้ปฏิบัติการตามกฎหมายเสร็จสิ้นแล้ว ทำให้หนี้กระทำการระงับไป แม้ต่อมามียอดคนงานเพิ่มขึ้นก็ไม่ต้องจ่ายเพิ่มแต่ให้นำไปคำนวณในปีต่อไป รวมทั้งต่อมามีการรับคนพิการได้แล้วก็จะขอเงินที่ส่งคืนไม่ได้เช่นกัน


Q|จำนวนคนพิการที่สามารถทำงานได้มีปริมาณเท่าไหร่เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนคนพิการที่สถานประกอบการและภาครัฐจะต้องรับเข้าทำงาน (ประมาณการทั้งระบบ 6.6 หมื่นคน)

A

ประมาณการคนพิการตามความเห็นขององค์การอนามัยโลก 6.3 ล้านคน
    การสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติมี 1.9 ล้านคน มีงานทำเพียงร้อยละ 35 มีคนพิการกู้ยืมเงินประกอบอาชีพอิสระ 4 หมื่นคน ปัจจุบันยื่นกู้ปีละ 7,000 ราย

    การจดทะเบียนคนพิการของ พก. มี 1.2 ล้านคน ปัจจุบันมีการจดทะเบียนเพิ่มเดือนละ 3 หมื่นคน ในจำนวนนี้อยู่ในวัยแรงงาน 6 แสนคน ส่วนใหญ่การศึกษาต่ำ จบปริญญาตรีร้อยละ 0.77

    คนพิการอยู่ในระบบสถานศึกษา ได้แก่ การศึกษาขั้นพื้นฐาน 2.7 แสนคน ปริญญาตรี 4,000 คนและอนุปริญญา/ปวช./ศูนย์ฝึกอาชีพ ประมาณ 3,000 คน ปัจจุบันคนพิการและสถานศึกษาตื่นตัวมากดังนั้น จำนวนคนพิการในอนาคตอันใกล้มีเพียงพอแน่นอน เมื่อสังคมให้โอกาสการมีงานทำมากขึ้น


Q|กฎหมายบังคับกับบริษัทกิจการร่วมค้าหรือไม่

A

เนื่องจากพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 มีเจตนารมณ์ในการระดมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และการให้โอกาสทางสังคมแก่คนพิการคือการให้โอกาสที่ดีที่สุด คือการมีงานทำเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและพึ่งพาตนเองได้ซึ่งมาตรการตามกฎหมาย นี้จึงครอบคลุมกิจการทั้งหมดทั้งภาครัฐและเอกชน ดังนั้นจึงร่วมถึงกิจการร่วมค้าด้วย โดยกรณีร่วมกันเสมือนเป็นองค์กรธุรกิจขึ้นมาใหม่ก็ให้นับรวมคนงานทั้งหมด


Q|สถานประกอบการบริจาคเงินให้กับมูลนิธิ องค์กรที่ส่งเสริมคนพิการต่อเนื่องประจำทุกปี โดยมูลค่าบริจาคมากกว่าค่าจ้าง การจ้างงานที่กฎหมายกำหนดสามารถขอยกเว้นการจ้างงานคนพิการได้หรือไม่

A

พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 มาตรา 35 กำหนดให้หน่วยงานของรัฐไม่ประสงค์จะรับคนพิการเข้าทำงานตามมาตรา 33 และไม่ประสงค์จะส่งเงินเข้ากองทุนตามมาตรา 34 หน่วยงานของรัฐ นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการนั้นอาจให้สัมปทานจัดสถานที่จำหน่ายสินค้าหรือบริการ จัดจ้างเหมาช่วงงาน ฝึกงาน หรือให้การช่วยเหลืออื่นใดแก่คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการแทนก็ได้ จะเห็นว่า กฎหมายประสงค์ให้คนพิการมีอาชีพ ดังนั้นหากเป็นการบริจาคเพื่ออาชีพคนพิการและได้รับความเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการตามระเบียบฯ พ.ศ. 2552 แล้วถือว่าเป็นการช่วยเหลืออื่นใดแก่คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการแทนก็ได้ จะเห็นว่า กฎหมายประสงค์ให้คนพิการมีอาชีพ ดังนั้นหากเป็นการบริจาคเพื่ออาชีพคนพิการและได้รับความเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการตามระเบียบฯ พ.ศ. 2552 แล้วถือว่าเป็นการช่วยเหลืออื่นใดต่อคนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการได้


Q|สถานประกอบการต้องมีการจัดสิ่งอำนวยความสะดวก เช่นห้องน้ำ ทางลาด สำหรับคนพิการในสถานประกอบการด้วยหรือไม่ และถ้ามีการจัดจะรู้ได้อย่างไรว่าต้องสร้างขนาดเท่าไหร่ถึงจะได้มาตรฐาน จะติดต่อเอาแบบแปลนได้ที่ใดบ้าง

A

พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 มาตรา 37 กำหนดให้รัฐมนตรีออกกฎกระทรวงกำหนดลักษณะสิ่งอำนวยความสะดวกในอาคารตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2548 ซึ่งออกตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2552 ที่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 122 ตอนที่ 52 เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2548 กำหนดให้อาคารที่ก่อสร้างภายหลัง 60 วันที่กฎกระทรวงมีผลบังคับใช้ต้องจัดให้มีการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกภายในอาคารสำหรับคนพิการและคนชราซึ่งมีกำหนดคุณลักษณะสิ่งอำนวยความสะดวกไว้เรียบร้อยแล้ว


Q|หากบริษัทยังไม่ส่งเงินเข้ากองทุน จะมีผลอย่างไรบ้าง หรือเสียค่าปรับอย่างใด ผิดกฎหมายอาญาหรือไม่

A

พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 กำหนดบทบังคับไว้ ดังนี้
-    มาตรา 34 วรรคสอง กรณีไม่ส่งหรือส่งล่าช้าให้คิดดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินที่ไม่ส่ง
-    มาตรา 36 เลขาธิการมีอำนาจอายัดทรัพย์นายจ้างได้ เช่น สั่งให้ห้ามเคลื่อนย้ายบัญชีเงินฝากที่ธนาคารของบริษัทและฟ้องบังคับคดีต่อศาลภายใน 3 เดือนได้
-    มาตรา 39 ประกาศโฆษณาในที่สาธารณะปีละ 1 ครั้ง
-    มาตรา 14 ใช้อำนาจเรียกเอกสารหรือให้มาชี้แจง หากฝ่าฝืนมีความผิดทางอาญา โทษปรับ 5,000 บาท
-    มาตรา 15 มาตรา 16 และมาตรา 17 อาจถูกคนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการหรือองค์กรคนพิการร้องขอต่อคณะกรรมการที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานว่าบริษัทแห่งนี้เลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อคนพิการ หรือนำคดีขึ้นสู่ศาลได้


Q|ธุรกิจค้าปลีก / ค้าส่ง เช่น เทสโก้โลตัส บิ๊กซี แม็กโครที่มีสาขาตามต่างจังหวัดนั้นจดทะเบียนนิติบุคคลเป้นรายสาขา จะนับ/คำนวณตามสัดส่วนอย่างไร นับทั้งหมดหรือนับรายสาขา

A

พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550ไม่ได้กำหนดนิยาม “ลูกจ้าง” และคำว่า “นายจ้าง” จึงต้องตีความตามกฎหมายแรงงาน
-    นายจ้าง คือ ผู้ซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้ และหมายความรวมถึง (1) ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำงานแทนนายจ้าง (2) ในกรณีที่นายจ้างเป็นนิติบุคคลให้ความหมายรวมถึงผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลและผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลให้ทำการแทนด้วย
-    ลูกจ้าง คือ ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้างไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร
-    ดังนั้น กรณีสาขาเป็นนิติบุคคลน่าจะนับแยกแต่ละนิติบุคคลเป็นหนึ่งสถานประกอบการ (ความเห็น)


Q|ถ้าจะไปหาชื่อคนพิการมาแล้วให้เงินไป 100 บาท / วัน แต่ตัวคนพิการไม่ต้องมาทำงานที่บริษัท โดยเอาชื่อคนพิการมาทำเหมือนคนปกติ แล้วแจ้งรายงานว่ารับคนพิการแล้วตามอัตราส่วน ถือว่าปฏิบัติหรือยัง และมีความผิดไหม อย่างไร (จะตรวจสอบเจอไหม)

A

พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 มีจุดมุ่งหมายให้คนมีอาชีพและมีงานทำจึงได้มีบทบัญญัติของกฎหมายตามมาตรา 33 มาตรา 34 มาตรา 35 และมีบทมาตราอื่นๆเพื่อส่งเสริมและบังคับให้เป้นไปตามกฎหมาย เช่น การขจัดการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อคนพิการ การอายัดทรัพย์สิน การประกาศโฆษณา การยกเว้นภาษี เป็นต้น
-    บทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวเป็นการกำหนดหน้าที่กระทำการของบุคคลซึ่งเป็นนายจ้าง และหัวหน้าหน่วยงานของรัฐ
-    ส่วนราชการและองค์กรของคนพิการที่เกี่ยวข้อมีหน้าที่เพียงกำกับดูแลให้เป็นไปตามกฎหมาย เช่น ใช้อำนาจตามมาตรา 14 ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ หากแจ้งเท็จผิดกฎหมายอาญาได้มาตรา 16 มาตรา 17 เป็นต้น
-    ดังนั้น การตรวจสอบจะเจอหรือไม่ แล้วแต่เหตุการณ์และข้อเท็จจริง แต่กฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่และรับรองตนเอง


Q|นายจ้างกำหนดคุณสมบัติของผู้พิการเข้าทำงานได้หรือไม่

A

พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550มีจุดมุ่งหมายให้คนพิการมีอาชีพและมีงานทำ และมาตรา 15 กำหนดห้ามเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อคนพิการ เว้นแต่จะมีเหตุผลทางวิชาการหรือจารีตประเพณีรองรับแต่ต้องมีการแก้ไขเยียวยาด้วย มาตรา 6 กำหนดมาตรการร้องเรียนและฟ้องเป็นคดีต่อศาลให้วินิจฉัยได้รวมทั้งมาตรา 33 กำหนดเฉพาะตามลักษณะงาน โดยไม่เฉพาะเจาะจง ดังนั้น การกำหนดคุณสมบัติได้หรือไม่จึงขึ้นกับลักษณะงานจริงของทุกประเภทในบริษัทแต่ต้องไม่มีลักษณะกีดกันหรือเลือกปฏิบัติต่อคนพิการ หากงานใดที่คนพิการทำได้ แต่มีพนักงานเต็มแล้ว เหลือเฉพาะบางสาขาจึงต้องประกาศเฉพาะสาขานั้น หากไม่มีคนพิการมาสมัครก็ปฏิบัติตามมาตรา 34 หรือมาตรา 35 ต่อไป